วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
ก้าวแรกในอุเทนถวาย ตอนที่ 2
ผมค่อนข้างตกในในเสียงนั้น ตั้งสตินิดนึง ก่อนจะหันไปดู พี่ๆที่มาเดินขายหนังสือเก็งข้อสอบ หรือเฉลยข้อสอบ วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง
"ไปลูก จะมาซื้อใบสมัครใช่ไม๊" น้ำเสียงนุ่มนวลลงกว่าเมื่อกี๊แฮะ
"ขึ้นไปเลย จะเรียนอะไรละ โต๊ะซ้าย เป็นสถาปัตย์ โต๊ะขวา เป็นก่อสร้าง"
อืม..ผมไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย อย่างที่เคยบอก ผมไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เลย
เอาวะ....ไหนๆก็ไหนๆ แล้ว เลือกมันซักอัน เถอะ มาถึงตรงนี้แล้ว ว่าแล้วก็เดินไปซื้อใบสมัคร เทคนิคสถาปัตยกรรม มา 1ใบ
.
.
.
ตัวใบสมัครเป็นกระดาษหนาสีเหลือง เอาไว้ติดรูป 2 จุด ปรุเอาไว้ให้ฉีก แบ่งเป็น3ชิ้น ตามรูปภาพที่ผมลงเอาไว้ให้ดูตอนที่ 1 แล้ว
ผมหันหลังเดินออกจากตึกนั้น ยังมองเห็นเพื่อนๆหลายๆคนทยอย เดินทางมาซื้อใบสมัครกันอย่างต่อเนื่อง รุ่นพี่ๆหลายๆคน ยังไม่ละความพยายาม ขายเฉลยข้อสอบกันไม่ลดละ
บางคนเดินกอดคอน้องๆ มาแต่ไกลเลย ผมเห็นอาจารย์เดินไปหยิบไม้เรียว มาถือไว้ในมือ ก็ป้องปรามกันได้ซักพัก เล่นไล่จับกับอาจารย์กันไป
ในสมัยก่อน การตีนักเรียนถือว่าเป็นเรื่องปกติ หนีทันก็รอด ผิดก็ต้องโดน ถ้าไปฟ้องพ่อแม่เหมือนสมัยนี้ เห็นทีว่า พ่อแม่ก็จะตีซ้ำให้ด้วยอีก
.
.ผมได้ใบสมัครมาแล้ว ก็เดินทางเพื่อที่จะกลับบ้าน พอพ้นรั้วโรงเรียน พี่ๆก็เดินประกบทันที
"เฮ้ยน้อง สมัครเรียนอะไรวะ ขอดูหน่อยดิ"
"สถาปัตย์ครับพี่" เราตอบกลับด้วยอาการ ปากคอสั่น นึกในใจรุ่นพี่ น่ากลัวจริงๆ การแต่งตัวสมัยนั้น อุเทนถวายจะ เน้าใส่กางเกงยีนทรงกระบอก อาจจะมีเดฟบ้างแต่ไม่ค่อยมีคนใส่กันซักเท่าไหร่
สีน้ำเงินเสื้อเขิ๊ตสีขาวหลวมๆ
แต่ในช่วงปิดเทอม อาจจะมีเสื้อยืดมาบ้าง รองเท้าสมัยนั้น เน้นเป็น ผ้าใบยี่ห้อหลักๆก็คือ คอนเวิร์ดออล์สตาร์
.
.
.
หลังจากที่ได้ใบสมัครกลับมาบ้าน ผมก็ยังเฉยๆอยู่ ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพื่อนๆแถวบ้านก็ถามกัน
"ตกลงไปสอบเข้าที่ไหน"
"อุเทนฯว่ะ "
"เฮ้ย....เจ๋งว่ะ"
"ไม่รู้ดิ กูยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนไหวหรือเปล่า "
.
.พอตกตอนเย็น พ่อกลับมาบ้าน เราก็รีบบอกพ่อก่อนที่แกจะเริ่มกินเหล้า
"พ่อ ซื้อใบสมัครมาแล้วนะ"
"อือ..ไปซื้อเหล้าให้พ่อก่อน ซื้อบุหรีกับดีคอเจน มาด้วย"
สมัยก่อนพ่อจะดื่มแสงโสมเป็นประจำ เพราะมันมีถึง 40ดีกรี ใช่สมัยก่อน แม่โขงมันเป็นเหล้าที่มีแค่ 35 ดีกรี ส่วนบุหรี่พ่อสูบ กรุงทอง 85
เรามาอธิบายเรื่องเหล้ากันก่อน
สมัยก่อนที่คอเหล้านิยมกัน ก็จะมี แม่โขง,แสงโสม,กวางทอง นอกนั้นก็พวกเหล้าขาว อย่างที่บอกไปตอนแรก
แสงโสมจะมีดีกรี เยอะที่สุด หลังจากนั้นกวางทองก็จะเริ่มหายไปจะมีหงษ์ทองเข้ามาแทน (เอาไว้จะหาประวัติเหล้าในสมัยยุค 70-80 ในประเทศไทยมาเล่าให้ฟังกัน)
ส่วนรีเจนซี่ ก็มีมาตั้งแต่สมัยนั้นแต่ไม่ได้รับความนิยมซักเท่าไหร่ เนื่องจากมีราคาแพงมากในสมัยนั้น
.
.
.
เรื่องบุหรี่ เอาที่เกิดทันและได้เห็นแล้วกัน ในยุคแรกๆ จะเป็นยาเส้นใส่กระป๋องกลมๆ จะมีพวกแมวดำ ส่วนยุคต่อๆมาก็จะเริ่มมี
กรุงทองซองสั้น(ไม่มีก้นกรอง),กรุงทอง85(มีก้นกรอง),สามิต(ซองสีเขียว),สายฝน(มีรสชาตเย็น),กรองทิพย์
ซึ่งในสมัยที่ผมเข้ามาเรียน เฉลี่ยซองละ 13 บาท บางร้านใช้วิธีแบ่งขายทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น เช่นครึ่งซอง 10มวนขาย 7 บาท
ส่วนยุค 90 ขึ้นไปจะเริ่มมีการนำเข้าบุหรี่เข้ามา เช่น มาบูโร่,วินซ์ตัน,ลักกี้สไตซ์ ประมาณนี้
....นอกเรื่องไปกันใหญ่ ไปๆมาๆมาเรื่อง เหล้าบุหรีได้ไงวะเนี่ย
.
.
ส่วนยาดีคอเจน พ่อต้องกินเป็นประจำเพราะแม่เคยเล่าให้ฟังว่า ตอนที่พ่อทำงานที่กรมประชาสงเคราะห์ มีคำสั่งให้ไปเป็นนายช่าง คุมงานสร้างนิคมสร้างตนเอง
ในพื้นที่ห่างไกล เกิดพลาดเป็นไข้มาเลเรีย ซึ่งสมัยก่อนชุกชุมมาก ถ้าหากไม่ได้กินยาจะมีอาการหนาวสั่นนอนไม่ได้ แกเลยต้องกินยาตลอด
นั่นไง ซักประวัติพ่อตัวเองซะงั้น
เอาเป็นว่า เล่าเรื่องพ่อให้อ่านกันซักนิดนึง เพราะพ่อก็ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เก่าอุเทนถวาย
พ่อเกิดที่จังหวัดสุรินทร์ ในครอบครัว แสวงดี พ่อเป็นลูกคนที่ 2 จากทั้งหมด 7 คนแต่เป็นพี่ชายคนโต พอเรียนจบจากที่ต่างจังหวัดก็ถึงเวลาที่จะต้องเรียนต่อ
พ่อเลิกที่จะสอบเข้า โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย(ชื่อในสมัยนั้น) พ่อเล่าว่าตอนออกเดินทางเข้ามาเรียนโดยรถไฟ ย่าห่อข้าวกับไข่ต้มมาให้ มาอาศัยวัดอยู่กับพระโดยมาเป็นเด็กวัด
แลกกับการมีที่นอนในระหว่างเรียน พ่อเข้ามาเรียนในช่วงเวลาใกล้เคียงสงครามโลก (พ่อเรียนจบปี พ.ศ.2493) ถ้าดูทะเนียบรุ่น พ่อจะอยู่รุ่นที่ 18 รหัสนักศึกษา 3000
แล้วก็ไปเรียนต่อที่ เทคนิคกรุงเทพ
มีเพื่อนร่วมรุ่นที่ผมจำได้ คนแรก อาจารย์ โสภณ แสงไพโรจน์ (อดีตอำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวะศึกษา วิทยาเขตอุเทนถวาย)อีกคนก็ อ.ปลอบ
หลังจากที่พ่อเรียนจบแล้วก็ได้ไปทำงานที่กรมประชาสงเคราะห์ ในตำแหน่งนายช่าง แต่ก็ต้องลาออกเพราะ พ่อจะต้องช่วยส่งเสียให้น้องชายได้เรียนด้วย
พ่อจึงต้องออกมาทำบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เอกชน แล้ว อาคนที่ 3 ก็ได้เข้ามาเรียนที่อุเทนถวาย ด้วยอีกคน
ซึ่งอาก็ได้เข้ามาเรียนในรุ่น 24 รหัส 6399 แล้วก็ได้เข้าทำงานที่ การประปานครหลวง
เล่าประวัติ พ่อมาซะยืดยาว
.
.
เข้ามาเรื่องเตรียมสอบกันดีกว่า ผมรู้มาว่า อุเทนถวายเป็นโรงเรียนที่สอบเข้ายากมากๆ แต่อย่างว่าแหล่ะ เด็กผู้ชายอายุยังไม่ครบ 15 ปี จะไปมีเป้าหมายอะไรในชีวิต ถามว่าอ่านหนังสือไม๊
อ่านครับ แต่อ่านตลอดไม๊ ไม่ครับ เอาจริงๆนะ ผมติดเล่นและติดขี้เกียจ เหมือนที่บอกไปตอนที่แล้ว ว่าผมอยากเป็นนักเรียนนายร้อย แล้วถ้าผมยังติดเล่นแบบนี้ อย่าไปหวังอะไรกับนายร้อยเลย
ผมใช้เวลาอ่านหนังสือประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนสอบ
.
.
วันที่เข้าสอบ พ่อมาส่งผมที่หน้าโรงเรียนเลย ก่อนลงรถพ่อไม่พูดอะไรซักคำ ผมลงรถแล้วก็เดินไปหาห้องสอบด้วยตัวเอง ตอนนั้นผมเป็นเด็กขี้อายมาก เพราะผมเป็นเด็กที่โตจากต่างจังหวัด
เข้ากรุงเทพมาตอน ป.4
ผมเดินมั่วๆเข้าไปอาศัยมองดูคนอื่นว่า เค้าทำอะไรกัน เราก็เนียนๆตามเขาไป ในโรงอาหาร แน่นไปด้วยผู้ปกครองที่มาส่งและคอยให้กำลังใจลูกๆ ที่มาสอบในวันนี้ เด็กนักเรียนในเครื่องแบบขาสั้น
วันนี้มันเยอะกว่าวันที่ผมมาซื้อใบสมัครซะอีก มีทั้งคนที่ดูมีฐานะ และคนที่ดูไม่มีอะไรเลย การสอบวันนี้ มันทำให้ผมตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ทั้งกลัวและประหม่า
ไหนๆก็ไหนๆ เอาวะติดไม่ติดก็ค่อยว่ากัน
ผมนั่งทำข้อสอบไปตามที่อ่านหน้งสือมา ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง ความตื่นเต้น ทำให้วันนั้นผมไม่ได้กินข้าวเลย อาจเป็นเพราะคนในโรงอาหารวันนั้นคนเยอะ หรือด้วยความประหม่าก็แล้วแต่
ผมเดินทางกลับบ้าน ด้วยอารมณ์แจ่มใส ไม่วิตกกังวลอะไร ดูเหมือนผู้บรรลุแล้วแต่จริงๆ ก็ไม่ค่อยสบายใจซักเท่าไหร่หรอก
.
.
.
.
แล้ววันประกาศผลสอบก็มาถึงวันนี้ผมเดินทางมาค่อนข้างสาย ผมเดินเข้าหน้าประตู ของอุเทนถวาย พร้อมหยุดยืนสักการะ องค์พระวิษณุกรรม เหมือนกับพี่ๆท่านอื่นได้ทำกันอาจจะด้วยพฤติกรรมการเอาตัวรอดของผม ที่พอเห็นใครทำอะไรก็จะได้ พยายามเนียนๆทำตามเขาไป
คนที่เดินสวนออกมา มีตั้งแวตาสมหวังและผิดหวังปนๆกันไป แต่ผมไม่เห็นคนร้องไห้นะ หรืออาจจะมีแต่เราไปเห็นเอง
ป้ายประกาศถูกนำไปตั้งไว้ในสนามฟุตบอล รายชื่อผู้ที่สอบติดถูกติดไว้ที่กระดาน เชิญชวนให้ผู้ที่อยากรู้ได้ไปไล่หรือชื่อของตัวเองบนกระดานนั้น นิ้วชี้ข้างขวาจิ้มไปบนกระดาษ พร้อมกับกวาดมือไล่ค้นหารายชื่อลงมา แผ่นแล้วแผ่นเล่า
จำนวนรายชื่อที่สอบผ่านมีเยอะเหลือเกินซึ่งในรายชื่อนั้นน่าจะรวมพี่ๆ ชั้น ปวส.ที่ประกาศรายชื่อพร้อมๆกัน นั่นน่ะสิ ผมไม่ได้อ่านหัวกระดาษว่าในใบนั้น บอกว่าเป็นการประกาศผลการสอบของชั้นปีไหน และแล้วผมก็ยิ้มออก รายชื่อประกาศออกมา
.
.
ผมสอบติด ห้องสถาปัตยกรรม รอบบ่าย ผมหันหลังกลับไปไหว้ องค์พ่อโดยไม่รู้ตัวภาวนาในใจ ลูกขอกราบตัวเป็นศิษย์ของอุเทนถวายตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผมเดินยิ้มคนเดียวออกมาเพื่อจะเดินทางกลับบ้าน เดินข้ามถนนไปที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามที่ดูเงียบเชียบ และมารู้ทีหลังว่าป้ายนี้เด็กอุเทนถวายเค้าไม่ค่อยจะขึ้นกันเพราะป้ายนี้ส่วนใหญ่รถเมล์จะไม่ค่อยเข้าจอด ถ้าไม่โบก ส่วนใหญ่จะไปรอรถที่ป้ายมาบุญครอง พอผมจะลงนั้ง มีเสียงทักมา
"เฮ้ย..มึงที่เรียนที่โรงเรียนสวนบัวหรือเปล่าวะ"
"เออ..ใช่ "ผมตอบกลับไป รู้สึกคุ้นหน้าแต่ไม่รู้จักชื่อ "เฮ้ยกูชื่อมาส เคยเรียนสวนบัวจนถึง ป.6แล้วไปต่อหอวัง"
"เออ..ใช่ๆคุ้นหน้าแล้ว เลยเห็น" หลังจากนั้นเราก็คุยแลกเปลี่ยนกันอีกหลายเรื่องราว และที่สำคัญ มันสอบติดแล้วเรียนห้องเดียวกับผม
.
.
อ่า...อย่างน้อยเราก็มีเพื่อนแล้ว 1 คน
หลังจากนั้นผมก็ต้องเข้ามาตรวจโรค ลงทะเบียนซึ่ง ปวช.ปี1จะลงทะเบียนแรกเข้าอัตโนมัติ และรอวันออกไปปฐมนิเทศ
.
.
โปรดติดตาม เรื่องราวของการไปปฐมนิเทศ ในตอนหน้า
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
